Refugee | เรย์ ฟูจิ
posted on 04 Nov 2011 16:21 by teppe-kREFUGEE
เรย์ ฟูจิ
นี่เป็นเรื่องราวของผู้อพยพ จากกรุงเทพสู่พิจิตรค่ะ
แต่เดี่ยวก่อน ขอพักหายใจหายคอ ตั้งสติก่อน
...
เอาล่ะ…เริ่ม
1 พฤศจิกายน: ตัดสินใจออกจากบ้าน
บ้านฉันอยู่ในซอยบิ๊กซีสะพานใหม่ ที่ที่โดนน้ำจากถนนพหลโยธินซัดสาดเข้าเต็มๆ แต่ด้วยความที่ ‘บ้านสูง’ น้ำจึงกระดึ๊บมาแบบหนอนน้อย ค่อยๆ ซึม ค่อยๆ แทรก ทำให้มีเวลาเตรียมตัวเยอะ แต่นี่คือปัญหา เพราะที่บ้านเตรียมตัวดีเกินไป พร้อมถึงขนาดว่าใช้ชีวิตติดเกาะไม่ต้องพบเจอใครได้ 2 เดือนสบายๆ ทำให้ฉันไม่มีข้ออ้างไปบอกให้ทุกคนอพยพ พูดบ่อยๆ ก็โดนดุ เลยต้องก้มหน้าหงุมหงิมไป ก็ด้ะ! ใส่บูทลุยน้ำเล่นก็ด้ะ ดีซะอีก ได้ lake view เพิ่มมา
แต่แล้ว สิ่งที่ฉันกลัวที่สุดก็เกิดขึ้น น้ำท่วมห้องน้ำ โอ้แม่เจ้า! แปลว่าอะไร? แปลว่าใช้ส้วมไม่ได้ ปวดหนักเบาก็ไม่มีใครคลายทุกข์ให้ได้ สิ่งเดียวที่ทำได้คือหนี หนีไปไหน? ที่ที่จะไปต้องแห้ง (แน่นอนที่สุด) และต้องมีอินเทอร์เน็ต เพื่อให้ฉันยังคงสภาพพนักงานที่น่ารักของบริษัทเอาไว้ได้ ที่ที่ว่ามีอยู่ที่เดียว บ้านยาย! ยายจ๋า...หนูมาแล้วววว
รถทัวร์มีเที่ยวเดียวตอนสามทุ่ม (อันตรายเกินไป) รถไฟมีเที่ยวเดียวตอนแปดโมงครึ่ง (เช้าจัง) และนกแอร์ไปลงพิษณุโลก มีหลายเที่ยว (แต่ถ้าจะไปวันนี้พรุ่งนี้ก็เกือบ 2 พัน) บ้านยายฉันไม่ได้บ้านนอกนะจ๊ะ แต่น้ำท่วมเส้นทางไปหมด มีรถไปก็บุญโขแล้ว หลังจากเงอะเงิ่นอยู่หน้าอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์อยู่ครึ่งวัน ก็สรุปได้ว่า จะลองไปวัดดวงที่หน้าเคาน์เตอร์ขายตั๋วที่หัวลำโพงก่อน ถ้าไม่ได้หนูก็จะติดปีกไปกับนกอากาศล่ะนะฮ้า
พรุ่งนี้ต้องเดินทางไกล วันนี้จึงควรรีบนอน
แต่นอนไม่หลับ ถือเป็นเรื่องแย่
2 พฤศจิกายน: ชีวิตจริงเป็นอย่างเรื่องเด่นเย็นนี้
เดินลุยน้ำออกไปกับแม่ตอน 6 โมงเช้า สองแม่ลูกไม่กล้าออกไวกว่านี้เพราะกลัวงูตื่น ปกติบ้านฉันอยู่ในซอยลึกเข้าไป 2 กิโลฯ แต่คราวนี้แม่พาไปทางลัด เหลือระยะทางแค่กิโลฯ กว่าๆ แต่เหอะๆ ทางลัดที่ว่านั้นคือเนินดินกองมหึมาที่เกิดจากการตัดถนนเส้นใหม่ จะเรียกว่าเป็นแกรนด์แคนยอนน้อยก็ได้ น่าหัวเราะชีวิต กำลังหนีน้ำท่วมอยู่ดีๆ มาไต่เขากันทำไมก็ไม่รู้ เส้นทางคดเคี้ยวประหนึ่งค่ายลูกเสือ ลงเนินดินมาได้ก็เดินต่อไป ตลอดทางน้ำสูงเท่าสะโพกบ้าง ต้นขาบ้าง สภาพฉันตอนนั้นตลกสิ้นดี พับขากางเกงขึ้นจนเกือบเท่าน้องจ๊ะ คันหู เดินเขย่งปลายเท้าแบบบัลเลต์จนถึงปากซอย สิริรวมเวลา 1 ชั่วโมงเต็มๆ นี่แค่ปากซอยนะ ยังไม่ไปไหนไกล อาห์ 7 โมงเช้าแล้วหรือนี่
ห้างบิ๊กซีจัดทำสะพานเทียบเรือชั่วคราวไว้ให้ คนรอรถทหารกันเพียบเชียว แปลว่าอะไร? แปลว่ารอกันนานแล้วก็ยังไปไหนไม่ได้สักที ฉันเข้าไปยืนรอกับเขาด้วย รถทหารผ่านไปคันแล้วคันเล่า เต็มทุกคัน ผู้ชายแข็งแรงๆ หน่อยก็เกาะล้อข้างรถกันไป ส่วนฉัน สาวน้อยห้อยเป้และกระเป๋าโน้ตบุ๊กจะไปสู้อะไรได้ ยืนรอต่อไปอีก 1 ชั่วโมง นี่ก็ 8 โมงเช้าแล้ว อาห์
ไม่ได้การ จะมายืนรอคอยความหวังแบบนี้ไม่ได้ จึงหันไปบอกลาแม่แล้วหย่อนตัวลงตรงหน้าสะพานเทียบเรือนั่น น้ำสูงเท่าเอว ป้าคนหนึ่งเห็นฉันตัดสินใจเดินต่อ จึงขอตามมาด้วย จริงๆ แล้วเราคิดถูกนะที่เดินต่อ เพราะพอลุยมาสักพักก็เห็นรถไปรษณีย์ขนาดรถเทรลเลอร์จอดส่งของอยู่ ส่งของแปลว่าอะไร? แปลว่าส่งเสร็จรถก็ว่างไง พวกที่เดินอยู่ในน้ำก็ชูมือไหวๆ เลยค่ะ ป้าตะโกนใหญ่เลย “ไปด้วยๆ” ฉันก็เลยตะโกนมั่ง “รอก่อน อย่าเพิ่งปายยย” รถไปรษณีย์ใจดี๊ใจดี รอจนคนที่เดินๆ กันอยู่ขึ้นหมดจึงออกรถ จากที่รถคันนี้เคยมีแต่ซองจดหมายและพัสดุ ตอนนี้กลับอัดแน่นไปด้วยผู้ประสบภัยที่ย้ายไปอยู่ที่อื่นบ้าง ออกไปทำงานบ้าง บรรยากาศไม่ต่างจากตู้รถไฟขนชาวยิวไปยังค่ายกักกันในหนังเรื่อง Life Is Beautiful เมื่อถึงวงเวียนบางเขนอันเป็นจุดหมายที่รถมาส่งได้แค่นี้ ทุกคนจึงลงและขอบคุณไปรษณีย์ไทยด้วยสีหน้าที่จริงใจอย่างสุดซึ้ง จากหน้าบิ๊กซีถึงวงเวียนบางเขน ขับด้วยความเร็วระดับเต่าคลานแบบนี้ จึงใช้เวลาไปอีก 1 ชั่วโมง โอว์
จากตรงนี้โชคดีมากที่รถร่วมสาย 39 มากลับรถพอดีเพราะไปต่อไม่ได้ ฉันจึงได้ขึ้น และฉันจึงได้นั่ง สภาพรถเมล์ไม่ต่างจากรถเมล์ฟรีภาษีประชาชนในช่วงไพรม์ไทม์ที่อัดเป็นปลากระป๋อง นั่งไปอีกครึ่งชั่วโมง พอถึงหมอชิตฉันก็รีบสับขากระโจนไปที่รถไฟใต้ดิน ครึ่งชั่วโมงก็ถึงหัวลำโพง เอาล่ะ ตอนนี้ได้เวลาคำนวนเวลาแล้ว ฉันออกจากบ้านตอน 6 โมงเช้า ตอนนี้กี่โมงแล้วคะ ตั๊ดๆๆๆ ถูกต้องงงงง ตอนนี้ 10 โมงกว่าแล้วค่า แปลว่าอะไร? แปลว่าหนูตกรถไฟค่า! กล้วยปิ้งจริงๆ!
ด้วยความงกที่ไม่อยากเสียเงินค่าตั๋วเครื่องบินอันเป็นทางเลือกสุดท้าย จึงเดินดุ่มเข้าไปหาหนุ่มรถไฟ เผื่อเขาให้ซื้อตั๋วล่วงหน้าของพรุ่งนี้ได้ และก็เป็นผล เขาให้ฉันซื้อด้วย (เยี่ยมไปเลย)
คืนนี้จึงต้องมาอาศัยบ้านซาฟีนะห์เพื่อนรักเป็นศูนย์พักพิงชั่วคราว พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่ ห้ามตกรถไฟอีกเด็ดขาด ส่วนตอนนี้ก็เดินโต๋เต๋ในสยามรอซาฟีนะห์ไปก่อน รู้สึกแน่นหน้าอกเหมือนอยากจะร้องไห้ยังไงก็ไม่รู้
ชักคิดถึงบ้านแล้วสิ
3 พฤศจิกายน: การเดินทางของเรย์ ฟูจิ
ชานชาลาที่ 10 เป็นชานชาลาโปรดของฉัน เพราะคิดเอาเองว่ามันใกล้กับชานชาลาที่เก้าเศษสามส่วนสี่มากที่สุด และรถด่วนพิเศษสายกรุงเทพ-เชียงใหม่ก็จะเข้ามาเทียบที่ชานชาลาที่ 10 นี้ นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ขึ้นรถสปรินเตอร์ และเป็นครั้งแรกที่มาคนเดียว ฉันลุ้นมากว่าจะได้นั่งข้างหน้าต่างไหม และนั่งข้างใคร ไม่ต้องลุ้นกันนานเพราะในที่สุดฉันก็ได้เจอผู้โชคดีคนนั้น เขาคือ...ใครก็ไม่รู้ ลืมถามชื่อมา เป็นผู้ชายตัวเล็ก แก่กว่าฉันนิดหน่อย มาจากอุดรธานี วาจาหน่อมแน้ม สุภาพเรียบร้อย มีความคล้ายพระเอกเรื่อง Train Man แต่ร่าเริงกว่ามาก ฉันขอตั้งชื่อให้พี่เขาว่า ‘ทากะยูกิ’ ละกัน พี่เขาตื่นเต้นเพราะไม่เคยขึ้นรถสปรินเตอร์มาก่อน พอรถออกก็ยังบอกว่า “แหม ออกรถนิ่มจังเลยนะครับ”
จังหวะนี้หลับไปไม่รู้ตัว ตื่นมาอีกที “ที่นี่ ชุมทางฉะเชิงเทรา” หา! ฉะเชิงเทรา ฉันมาอยู่นี่ได้ยังไง ฉันจะไปสายเหนือไม่ใช่หรอ กลายเป็นว่ารถไฟพาอ้อมหนีน้ำมาถึงฉะเชิงเทรา โถ ชีวิต แต่ก็ดีเหมือนเหมือนกัน ภูมิประเทศแปลกดี ขับทะลุภูเขาบ้าง ขับถอยหลังไปครึ่งชั่วโมงบ้าง ขับแหวกทะเลสาบยักษ์ที่ลพบุรีบ้าง เป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นใจ
พี่ทากะยูกิเริ่มชวนคุยอีกแล้ว
“ป้ายภาษาอังกฤษนั่นเขาเขียนว่าอะไรหรอครับ”
“Chac Cherng Sao Junction ค่ะ แปลว่าสถานีฉะเชิงเทรา”
“เอ เหมือนมันมีอีกคำนึงที่แปลว่าสถานี อะไรชั่นๆ นะครับ”
“อ๋อ station ค่ะ”
“เอ้อ ใช่ๆ คำนั้นแหละ station” แล้วพี่แกก็ยิ้มแบบหงิมๆ
ตลอดทางทิวทัศน์แปลกตาเพราะน้ำท่วมไปหมด เหมือนประเทศไทยไม่มีที่ราบภาคกลางอีกต่อไป หากแต่แทนที่ด้วยทะเลสาบภาคกลาง ฉันก็หยิบเอา iPod Touch มารัวถ่ายไม่หยุด พี่ทากะยูกิเห็นอย่างนั้นจึงหยิบโทรศัพท์ของตัวเองออกมาอย่างเอียงอายพร้อมกับบอกว่า “โทรศัพท์ของผมมันเก่าคร่ำคร่า ...เอ๊า! ยังไม่ทันใช้เลย แบ็ตหมดซะแล้ว”
พี่ทากะยูกิแกแปลกๆ แกบอกว่าแกอยู่ที่ไหนนานๆ ไม่ได้ ชอบเดินทางไปเรื่อย เคยทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟก็คิดจะเรียนภาษาอังกฤษเพราะพูดกับฝรั่งไม่รู้เรื่อง แต่ก็ไม่ได้เรียนเพราะชอบไปนู่นไปนี่อยู่เรื่อย คราวนี้จะไปพิษณุโลกเพราะคิดถึงน้อง จริงๆ จะไปตั้งแต่เมื่อวานแต่ตกรถ (เหมือนฉันเลย) เลยต้องนอนที่หัวลำโพงคืนนึง
“ข้าวยักไม่ตกถึงท้องผมสักเม็ดเลยครับ” พี่แกพูดไปหัวเราะเหนียมๆ ไป
ฉันจึงแบ่งพายสติ๊กรสช็อกโกแลตให้พี่เขากิน พี่เขานึกว่าที่สีดำๆ มันคือลูกเกด ฉันคิดในใจ รสชาติมันเหมือนกันตรงไหน มาคิดอีกที พี่เขาอาจจะไม่คุ้นกับช็อกโกแลตก็ได้
ทริปนี้จบลงที่สถานีรถไฟตะพานหิน จังหวัดพิจิตร อันเป็นเป้าหมายของฉัน 4 โมงเย็นแล้ว ฉันบอกลาพี่ทากะยูกิแล้วหอบข้าวของลงรถไฟมา อาห์ ที่แห้ง ในที่สุดฉันก็มาถึงที่แห้งแล้ว!
นั่งรถต่อจากสถานีไปตำบลเขาทราย อันเป็นที่ตั้งของบ้านยาย ถึงบ้านประมาณ 5 โมงครึ่ง นาทีนี้เขาทรายดูสดใสไม่ต่างจากภูเขาไฟฟูจิที่มีแสงเรืองรองออกมาจากยอดเขา
ฉันกอดยาย
และโทรหาแม่